เรื่องสั้น - ปฐมกาล

posted on 13 Jan 2011 19:32 by mammoz
 
 
ได้รับแรงบันดาลใจจาก:Muse - Exogenesis symphony part I , II , III (The Resistance)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

คริสตศักราชที่2101  ดาวเคราะห์ลำดับที่สามแห่งระบบสุริยจักรวาลเข้าสู่สภาวะย่ำแย่ ป่าไม้และทรัพยากรทั้งหลายถูกผลาญสิ้น  สงครามระเบิดขึ้นในทุกทวีป  ความอดอยากและโรคระบาดแพร่กระจายไปพร้อมกับฝุ่นควันเขม่าสงคราม  มหาอำนาจแห่งโลกทั้งสองฝ่ายกำลังห้ำหั่นกันระหว่างที่คนในชาติกำลังตายอย่างช้าๆ  มหาสงครามกำลังก่อตัวเหมือนพายุ  อีกไม่นานก็จะเดินทางสู่ความล่มสลายและการสูญสิ้นมนุษยชาติ

ชะตากรรมที่ประจักษ์นั้นเป็นชนวนนำศาสตราจารย์ชราผู้เชี่ยวชาญทางดาราศาสตร์และเป็นผู้มั่นคงในศาสนาไปสู่ความคิดอันบ้าคลั่ง  วันหนึ่งที่เขาไปที่โบสถ์ที่ล้นหลามไปด้วยผู้คนไร้บ้านและอดอยากขอมาอาศัยพักพิง  ณ ที่นั้นเขาได้อ่านพระคัมภีร์ปฐมกาล  และความคิดบ้าคลั่งก็ปรากฎเป็นรูปร่างในหัวเขา ว่าเขาจะดำรงมนุษยชาติต่อไป  ด้วยการส่งหนุ่มสาวคู่หนึ่งและยีนของสัตว์แต่ละชนิด (เนื่องจากสัตว์บกและสัตว์น้ำเกือบทั้งหมดในโลกสูญพันธุ์ไปจากภัยสงครามและการทำลายธรรมชาติ)  เขาจะสร้างยานอวกาศเยี่ยงนาวาอาร์กของโนอาห์  ในนั้นเขาจะให้อาดัมและอีฟแห่งโลกใหม่เดินทางไปจากโลกที่กำลังตายแห่งนี้  ไปหาโลกใหม่   ทั้งหมดที่ศาสตราจารย์ผู้นี้คิดจะทำนั้นอาจจะเกิดขึ้นไปนานแล้วเพราะด้วยเทคโนโลยีของศตวรรษที่22 การเดินทางอวกาศเป็นเรื่องง่ายดายยิ่ง  ทว่ารัฐบาลเหล่าประเทศมหาอำนาจล้วนทุ่มงบประมาณของชาติไปกับการเตรียมสงคราม ทุนอันน้อยนิดของชาติผลาญไปกับการสะสมอาวุธและเสบียง ดังนั้นความคิดเชิงบวกและสร้างสรรค์ที่ถูกเสนอจึงถูกระงับไปสิ้น  ชายชราส่ายหัวอย่างระอาเมื่อคิดถึงความโง่เขลาและบ้าอำนาจของชนชั้นปกครอง  ทว่าเขายังโชคดีที่มีเงินทุนของมหาวิทยาลัย  บวกรวมกับเงินสะสมของตระกูลที่ตกทอดมาถึงตัวเขาเอง  เขานั้นมีโครงการสร้างยานอวกาศที่กำลังดำเนินการไปได้ดีก่อนจะถูกระงับเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ  เขาพอจะมีเพื่อนผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานอยู่ที่ธนาคารคลังพันธุกรรมโลก ผู้จะสามารถจัดหายีนของสิ่งมีชีวิตให้เขาได้  เมื่อจัดเตรียมทุกอย่างเพียบพร้อม  โครงการปฐมกาลของศาสตราจารย์ผู้นี้จึงเริ่มต้น

กระนั้น  ศาสตราจารย์ยังเหลือปัญหาข้อสุดท้ายคืออาดัมกับอีฟ  แน่นอนว่าเด็กชายเด็กหญิงคู่ใดจะมาเสี่ยงชีวิตบนยานอวกาศที่จะเดินทางไปอย่างไม่รู้จุดหมายชัดเจน  ใครเล่าจะกล้าละทิ้งครอบครัวและบ้าน ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้เพื่อไปค้นหาโลกใหม่ ที่ไม่มีใครรู้ว่าจะมีอยู่รึไม่   ความกังวลนี่กัดกินแผนการของเขาจนนับครั้งไม่ถ้วนที่เขาคิดจะเดินทางไปเอง  แต่เขาทราบแก่ใจว่า งานนี้ไม่อาจเป็นภาระของเขาได้ เขาแก่เกินไป ตายง่ายเกินไป เกินกว่าที่จะแบกรับชะตากรรมของมนุษยชาติได้   เขาจึงต้องสรรหาต่อไป

ในโลกและจักรวาลนี้มีบางสิ่งหรือบางอย่าง  ที่คนเรามักเรียกว่าโชคชะตา บางทีก็เรียกพรหมลิขิต  หรือในกรณีของศาสตราจารย์คือพระเจ้าบันดาล  บางสิ่งบางอย่างนี้มีบทบาทหรือแสดงพลังของมันผ่านชั่วชีวิตของเราอย่างสม่ำเสมอ บางครั้งเราก็ทันสังเกต บางครั้งเราไม่  แต่ในช่วงเวลายากลำบากของศาสตราจารย์ของเรา  เขาทันสังเกตอย่างแน่นอน

สิ่งที่เขาเรียกว่าพระเจ้าบันดาลนั้นเริ่มต้นจากการที่ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงกับประเทศที่ศาสตราจารย์อาศัยนั้นถูกถล่มโจมตี  ประชากรบางส่วนอพยพหนีภัยสงครามข้ามชายแดนมาสู่ประเทศของเขา  กลุ่มผู้อพยพที่น่าสงสารเหล่านี้รวมถึงชายคนหนึ่ง ชายผู้นี้มีชื่อที่ทุกคนหลงลืมไปแล้วกระทั่งตัวเขาเอง  เขาคือบุตรกำพร้าของสงคราม ปืนและระเบิดนำพาพ่อแม่ของเขาไปแต่วัยเยาว์  เขาดำรงชีวิตอย่างเดียวดาย ทำงานทุกอย่างตั้งแต่เป็นกรรมกรจนกระทั่งกลายมาเป็นคนเฝ้าดูแลห้องสมุดเล็กๆแห่งหนึ่งในเมืองบ้านเกิด  ชายผู้นี้โศกเศร้าและไม่มีเพื่อน สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือการอ่าน เขาอ่าน อ่าน และอ่าน  เขาสนทนากับเชคสเปียร์และตอลสตอย เขาผูกมิตรกับคาร์ล มาร์กซ์และมหาตมะ คานที  เขาอ่านตั้งแต่ตะวันออกสุดไปยันตะวันตกสุด ตั้งแต่หลักปรัชญาแห่งเซนไปจนถึงประวัติศาสตร์ชาติอเมริกา ห้องสมุดกลายเป็นโลกของเขา หนังสือกลายเป็นเพื่อนของเขา    กระนั้นท้ายที่สุดสงครามก็นำการพัดพรากมาสู่เขาอีกครั้ง มันพัดพรากเขาจากห้องสมุดของเขา จากเพื่อนของเขา  และนำเขามาสู่ศาสตราจารย์ชรา

เมื่อการรวบรวมความกล้าเพื่อเคาะประตูครั้งแรกเกิดขึ้น นำไปสู่การเชื้อเชิญมาร่วมมื้ออาหารเล็กๆที่ศาสตราจารย์พอจะหาให้ได้  ตามมาด้วยการแสดงความรู้อันน่าอัศจรรย์สำหรับผู้อพยพหนีสงครามซอมซ่อคนหนึ่ง  การแสดงคำพูดเปี่ยมปัญญาจนน่าประทับใจ   และเมื่อมื้ออาหารสิ้นสุดลง ก็เป็นเขาที่ยกจานชามทั้งหมดไปเก็บล้าง ด้วยร่างกายที่แข็งแกร่งจากการเป็นกรรมกร   ศาสตราจารย์พิจารณาชายอพยพคนนี้อย่างถี่ถ้วน ทุกอย่างล้วนบอกเขาว่าชายคนนี้คืออาดัมที่เหมาะสม

เกลียวเชือกแห่งความขัดแย้งเริ่มขมึงตึงขึ้นทุกที   เวลาของศาสตราจารย์ชราใกล้จะสิ้นสุด  ยานอวกาศนั้นจวนเจียนเสร็จสมบูรณ์  เช่นเดียวการเตรียมการต่างๆสำหรับสร้างโลกใหม่  แต่กระนั้นเขาก็ยังขาดจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย อีฟ ใครเล่าจะมาเป็นอีฟ เขามองไม่เห็นใคร   เมื่อเมฆดำของความสับสนเข้ากลุ้มรุมล้อม  ศาสตราจารย์ผู้มั่นคงในศาสนาจึงหันไปหาแสงเทียนที่ไม่เคยดับของเขา โบสถ์แห่งพระคริสต์ที่เปิดต้อนรับเขาเสมอ   หลังจากเวลาอันยาวนานบนม้านั่งภาวนา เมื่อเขาลุกขึ้นจากม้านั่ง  และที่นั่นเขาพบหญิงสาวคนนั้น     ซิสเตอร์เอ่ยกับเขาว่า เธอเห็นชายชรามานั่งภาวนาอยู่แสนนาน และเธอพร้อมยินดีที่จะบรรเทาทุกข์ของชายชรา เธอเสนอความช่วยเหลือ เขาปฏิเสธ เธอยืนยันความช่วยเหลือ ชายชราบ่ายเบี่ยง เขารู้ว่าภาระของเขาอาจยิ่งใหญ่เกินไป ซิสเตอร์ผู้นี้ยังสาว แม้ว่าเธอจะเป็นอีฟที่สมบูรณ์แบบ แต่เขาไม่กล้าที่จะยื่นข้อเสนอนั้นกับเธอ  ซิสเตอร์ดูจะเข้าใจความอึกอักของศาสตราจารย์  เธอเพียงแค่กล่าวเสริมว่า เธอนั้นยินดีจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทุกรูปแบบ  กระทั่งมนุษยชาติ

เมื่อได้ยินดังนั้น เขาจึงหลุดปากไป  โครงการที่เกิดจากความคิดอันบ้าคลั่งของเขาส่งทอดถึงซิสเตอร์ทุกประการ  แน่นอนจากการเป็นบุคคลศาสนา เธอเข้าใจแจ่มแจ้งว่าศาสตราจารย์ชราพูดถึงอะไร  และเธอเข้าใจแจ่มแจ้งยิ่งกว่าว่านี้คือภาระที่พระเจ้าต้องการมอบให้เธอ เพื่อให้เธอได้ช่วยเหลือมนุษยชาติ ดังเช่นคำภาวนาของเธอ ที่เธอพร่ำภาวนาต่อพระองค์ทุกเมื่อเชื่อวัน 

เมื่อครั้งที่ศาสตราจารย์หลุดปากออกไปนั้น เขาเชื่ออย่างเต็มหัวใจว่าซิสเตอร์จะปฏิเสธ  กระทั่งเป็นความอยากจะเชื่อว่าซิสเตอร์จะปฏิเสธ  แต่หลังจากเขาได้เห็นแววตาของเธอ เขาจึงตระหนักว่าเธอจะไม่ปฏิเสธ เขาสัมผัสได้ว่าเธอพร้อมที่จะช่วยเหลือมนุษยชาติ พร้อมจะเสี่ยงละทิ้งทุกสิ่งไว้บนโลก เพื่อไปสู่จักรวาลกว้างใหญ่ที่อาจไม่มีกระทั่งจุดจบ  เธอจะละทิ้งพระเจ้าของเธอ ทิ้งชื่อซิสเตอร์ของเธอ เธอจะเป็นหญิงสาวธรรมดาที่จะสืบต่อมนุษยชาติ  เขาสัมผัสได้ถึงความกล้าหาญอันยิ่งใหญ่ของเธอ ความเสียสละของเธอ ผ่านแววตาของเธอ ผ่านคำพูดของเธอ  ทั้งหมดไม่อาจทำให้เขาปฏิเสธได้เลย หญิงสาวผู้นี้คืออีฟ

คริสตศักราชที่2102   สงครามครั้งสุดท้ายที่จะนำความพินาศมาสู่โลกมนุษย์อุบัติขึ้น  ราวกับหยดสีที่หยดลงไปในน้ำใส  ฉูดฉาดและบิดเบี้ยว ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็กลืนกินน้ำทั้งแก้วให้สีผิดเพี้ยนไป  สองขั้วอำนาจของโลกเข้าฟาดฟันกันเช่นคลื่นยักษ์โถมถาใส่กัน   ในระหว่างนั้น  กระสวยอวกาศลำหนึ่งก็พุ่งออกไปจากโลก  พุ่งสูงยิ่งกว่าขีปนาวุธใดๆ   สว่างเจิดจ้าเหมือนดาวหางยักษ์พุ่งกลับไปหาฟากฟ้า  ผ่านเมฆและชั้นบรรยากาศ  นับแต่ครั้งแรกที่ยูริ กาการินกับยานวอสทอก1หลุดพ้นไปสู่ห้วงอวกาศเมื่อปี1961  นี่คือครั้งสุดท้ายที่มนุษยชาติเดินทางออกจากโลก

กระสวยอวกาศของศาสตราจารย์ชรานั้นบรรทุกแน่น  โดยมากเป็นเชื้อเพลิงสำหรับการเดินทางยาวไกล  ส่วนหนึ่งเป็นข้อมูล สาระความรู้จากประวัติศาสตร์กว่าห้าพันปีของมนุษยชาติ  ส่วนหนึ่งคือเผ่าพันธุ์  ยีนสังเคราะห์ของสรรพสัตว์ที่เคยเดิน ว่าย และบินอยู่บนโลก  อีกส่วนหนึ่งคือเครื่องควบคุมการเดินทาง พร้อมด้วยเครื่องส่งสัญญาณวิทยุออกไปในอวกาศเพื่อขอความช่วยเหลือจากเหล่าดวงดาว   และส่วนสุดท้ายคือที่ว่างสำหรับมนุษย์สองคน 

                มนุษย์ชายหญิงทั้งสองต่างตระหนักว่าได้แบกภาระอันยิ่งใหญ่เอาไว้  ภาระที่ไม่อาจล้มเหลว ภาระที่ไม่อาจผิดพลาด  มิเช่นนั้นพวกเขาก็จะสูญสิ้น  พวกเขาที่เป็นมนุษย์คู่สุดท้ายจะสูญสิ้น  พวกเขาผ่านวันเวลาทั้งหลายไปกับการเรียนรู้ข้อมูลมหาศาลที่ศาสตราจารย์บรรจุมาให้   การเหม่อมองดูดวงดาวเลื่อนลอยผ่านไป   ในยานอวกาศแห่งนี้ไม่มีกลางวัน   ไม่มีกลางคืน   ไม่มีทิศเหนือ  ไม่มีทิศใต้    ไม่มีกระทั่งกาลเวลา    ในยานอวกาศแห่งนี้ คือชั่วนิจนิรันดร์

                ชายหนุ่มที่เคยดูแลห้องสมุด กับหญิงสาวที่เคยเป็นซิสเตอร์ ท่ามกลางกาลเวลาว่างเปล่าชั่วนิจนิรันดร์   ถึงทั้งสองจะมีความรู้มากมายให้แสวงหามากมายพอที่จะไม่มีวันเบื่อหน่อย    แต่มันก็ยังมีความว่างเปล่าชั่วนิรันดร์อาศัยอยู่ด้วย  มันซ่อนตัวอยู่ระหว่างชายหญิงทั้งสอง  คอยทำหน้าที่ของมัน  ความว่างเปล่าชั่วนิรันดร์นี้ไม่เหมือนความว่างเปล่าสามัญทั่วไป  มันไม่ขยายตัวลุกลามคอยกลืนกินเหมือนความมืด  แต่ความว่างเปล่าชั่วนิรันดร์มันค่อยๆหดตัวลง  พร้อมกับทำหน้าที่ของมัน  มันค่อยๆทำลายกำแพงน้ำแข็งระหว่างชายหญิงทั้งสอง  มันทุบอิฐน้ำแข็งทีละก้อน  กำแพงค่อยๆทรุดลงพร้อมกับความว่างเปล่านี้ค่อยๆเล็กลง  ไม่ว่าจะใช้การนับห้วงเวลาด้วยห้วงหน่วยเวลาใดในห้วงเวลาไร้จำกัดนี้  แต่สุดท้ายมันก็ทำหน้าที่ของมันลุล่วง  ความว่างเปล่าชั่วนิรันดร์หายไปแล้ว พร้อมกับกำแพงน้ำแข็งระหว่างทั้งสอง  ชายหนุ่มที่เคยดูแลห้องสมุดและหญิงสาวที่เคยเป็นซิสเตอร์ สองมนุษย์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สองมนุษย์ที่แทบไม่รู้จักกัน   ทั้งสองตกหลุกรักกันท่ามกลางกาลเวลาว่างเปล่าชั่วนิจนิรันดร์

                มนุษย์คู่แรกและคู่สุดท้ายของเผ่าพันธุ์มนุษยชาติ  ท่ามกลางการเดินทางสู่โลกใหม่   และพลังอำนาจพวกเขาไม่อาจต้านทาน   ชายหนุ่มไม่เคยได้รับคำอธิบายความหมายที่ชัดเจนของมันจากหนังสือเล่มใด พระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎกตรัสไว้ว่าอย่างไร ซิกมันด์ ฟรอยด์พูดถึงมันไว้ว่าอย่างไร  เขาลืมสิ้น    หญิงสาวไม่เคยเข้าใจความหมายของมันทีได้อ่านจากพระคัมภีร์ เธอถูกสอนให้รัก ให้มอบความรัก ให้รับความรัก  แต่เธอไม่เคยเข้าใจแก่นที่แท้จริง  แต่บัดนี้ ความรักแสดงอานุภาพของมันอย่างที่ไม่เคยปรากฎต่อทั้งสอง  มันสัมผัสได้ง่ายและเสพติดราวกับเฮโรอีนที่ร้ายแรงที่สุด มันทำให้กาลเวลาชั่วนิรันดร์กลายเป็นสิ่งไร้ความหมาย   ดวงดาวที่เคลื่อนผ่านทุกดวงเป็นเพียงจุดไฟที่ซ้ำซาก  และการดำรงเผ่าพันธุ์มนุษยชาติเป็นภาระที่ละวางไว้ได้     มีเพียงความรักของเขาและเธอเป็นนิจนิรันดร์ในโลกและจักรวาล  ไม่มีการขัดขวาง  ไม่มีวันสิ้นสุด  ไม่มีเงื่อนไข  อยู่เหนือข้อจำกัดทั้งมวล ทำให้เขาหลงลืมความเหงา ทำให้เธอหลงลืมความอาลัย  ไม่มีโลกใหม่  ไม่มีโลกเก่า ไม่มีปฐมกาลและปัจฉิมกาล มีเพียงยานอวกาศแห่งนี้คือบ้านหลังสุดท้ายของทั้งสอง เป็นท้องพระโรงของราชาและราชินีแห่งจักรวาล  เป็นดั่งสรวงสวรรค์ที่มีเทพบุตรและเทพธิดาอยู่เพียงสองคน

                ทั้งสองอิ่มเอมด้วยรสชาติของความรักอยู่นานเพียงใด ไม่มีใครบอกได้  แต่สุดท้ายแล้วรสชาติของผลไม้แห่งปัญญาก็มาถึงทั้งสอง มันมาในรูปความจริง มันคือการเผาผลาญเชื้อเพลิงที่สุดท้ายก็กำลังจะหมดลง  ชายหญิงทั้งสองพยายามยืดขยายเวลาแห่งสรวงสวรรค์ของพวกเขาให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เครื่องยนต์ถูกลดกำลัง พลังงานในส่วนที่ไม่จำเป็นถูกปิดเพื่อสงวนไว้ แม้ว่าทั้งสองจะตระหนักแน่ในใจเบื้องลึกว่าไม่มีความพยายามใดจะมีผล  แต่ความรักของพวกเขานั้นต่างหากที่ชักจูงให้หาทางออก มัวเมาพวกเขาด้วยความอิ่มเอิบที่เสพติด ล่อลวงพวกเขาด้วยความรู้สึกเติมเต็ม  เมื่อความจริงที่เป็นภัยย่างกรายเข้ามา  ความว่างเปล่าระหว่างทั้งสองกลับกลายเป็นพิษ  ความหวาดหวั่นต่อการจากกันนั้นเจ็บปวดเกินกว่าที่ชายหญิงทั้งสองจะต้านทาน  เขาและเธอล้วนหวาดกลัว  กลัวอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น กลัวภารกิจของพวกเขาจะไม่สำเร็จ กลัวมนุษยชาติจะสูญสิ้น  และที่หวาดกลัวยิ่งกว่าอื่นใด  คือกลัวเขาและเธอจะไม่ได้ครอบครองกันและกัน ชายหญิงทั้งสองบัดนี้ท่วมท้นไปด้วยความรัก อาลัย และสิ้นหวัง

                เมื่อยานอวกาศนั้นเคลื่อนที่ช้าลงเพื่อประหยัดพลังงาน  แสงสว่างของดวงดาวก็ตามทัน  ทั้งสองใช้เวลาก่อนจะพบจุดจบไปกับการยืนตระกองกอดกัน  สายตาทั้งสองคู่สัมผัสความเวิ้งว้างกว้างใหญ่ของจักรวาลผ่านหน้าต่างหนา  ทะเลของจุดสว่างเรื่อเรืองที่ไม่อาจมองเห็นได้จากพื้นโลกเพราะถูกปกคลุมด้วยเมฆพิษหนา   การเฝ้าดูดวงดาวคือความงดงามลำดับที่สองและสุดท้ายของเขาและเธอ    

ณ ห้วงเวลาหนึ่งในกาลเวลาที่เป็นอนันต์  เขาและเธอยืนชื่นชมทะเลดวงดาวเช่นทุกเวลา   แต่พลันบังเกิดจุดสว่างเจิดจ้ามาจากอีกฟากหนึ่งของห้วงจักรวาล  สว่างเจิดจ้ายิ่งกว่าดวงดาวดวงใดที่พวกเขามองเห็น  สว่างเจิดจ้าดุจประภาคารท่ามกลางห้วงอวกาศที่มืดมิด   หญิงสาวเอ่ยถามชายหนุ่มว่า จุดสว่างนั้นคืออะไร  มันคือซุปเปอร์โนวา ชายหนุ่มตอบ     โนวา ในภาษาละตินคือใหม่ใช่หรือไม่ หญิงสาวต่อความ ถูกต้อง  แต่ซุปเปอร์โนวานั้นไม่ใช่การกำเนิดใหม่  มันคือดวงดาวที่ตาย   ชายหนุ่มตอบ    เช่นนั้นพวกเราก็กำลังจะเป็นซุปเปอร์โนวา หญิงสาวกล่าวเศร้าๆ     แต่พวกเราคงไม่อาจจะเปล่งแสงสว่างไปทั่วจักรวาลได้เช่นนั้น ซุปเปอร์โนวานั้นเมื่อเกิดขึ้นก็จะเหลือเพียงดาวเคราะห์แคระ เป็นซากของดวงดาวที่ตายไปแล้ว  พวกเราจะเป็นดาวเคราะห์แคระ มิใช่ซุปเปอร์โนวา  ชายหนุ่มเสริมอย่างเศร้าศร้อยดุจเดียวกัน    เป็นสิ พวกเราจะเป็นซุปเปอร์โนวา หญิงสาวแย้ง  เธอสัมผัสมันได้หรือไม่  มันกำลังส่องสว่างเหมือนดวงดาว แต่มันอบอุ่นยิ่งกว่า  และเมื่อมันตาย มันจะเป็นซุปเปอร์โนวา   เธอสัมผัสมือของเขา   กระซิบย้ำ  พวกเราจะเป็นซุปเปอร์โนวา  มันจะส่องแสงเป็นครั้งสุดท้าย  ส่องแสงที่สว่างที่สุด โศกเศร้าที่สุด แต่ก็สุขสมที่สุดให้ทั่วทั้งจักรวาลเห็นเป็นครั้งสุดท้าย    เขาได้ยินดังนั้น เขาจึงแย้มยิ้มออกมา  ทั้งสองบอกรักกันด้วยภาษาสุดท้ายของมนุษย์  โอบกอดกันและกัน สัมผัสแรงเต้นของหัวใจ

ยานอวกาศลำหนึ่งกำลังมุ่งตรงไปยังซุปเปอร์โนวาที่อีกฟากหนึ่งของจักรวาลด้วยแรงขับเคลื่อนเต็มกำลัง  เผาผลาญเชื้อเพลิงแหล่งสุดท้ายของมันอย่างเต็มใจ    ยานอวกาศลำนี้บรรจุหญิงชายคู่สุดท้ายของเผ่าพันธุ์มนุษย์ และซุปเปอร์โนวาแห่งความรักของทั้งสอง  ที่กำลังฉายแสงสว่างเจิดจ้าไปทั่วจักรวาล.

Comment

Comment:

Tweet

ยาวมาก..- -"

พยายามอ่านแล้ว...สรุป...

ชอบวะ...(ถึงตัวเองจะเป็นมนุษย์ก็เหอะ...)

ฮ่าๆๆๆ

confused smile

#3 By I am DangerousFox on 2011-01-15 12:55

เขียนได้ดีแล้วครับ

การอ่านโดยมีแบ็คกราวด์เพลง จากวงมิวส์ ได้อารมณ์ไซไฟ อย่างยิ่ง (โดยเฉพาะเป็นวงโปรดของผมด้วย)

big smile Hot!

#2 By ทิว แอด ไฟน์ on 2011-01-14 20:01

แล้วมนุษย์ก็สูญพันธุ์สินะ

#1 By Whitecatcud on 2011-01-14 15:20